แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าประสบการณ์ โดย อาจารย์ ชาญเวทย์ จอมขมังเวทย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าประสบการณ์ โดย อาจารย์ ชาญเวทย์ จอมขมังเวทย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เสือสมิง ตอนที่1


เสือสมิงที่เมืองเพชรบุรี
เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2520 ระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ไปเที่ยวที่ จังหวัดเพชรบุรี บ้านอาจารย์ คง เป็นอาจารย์สอนวิชาไสยศาสตร์ ขณะนั้นอาจารย์ อายุประมาณ 50 กว่าปี ยังแข็งแรงมาก ผมพักที่บ้านอาจารย์ เป็นเวลาหลายเดือน ได้เรียนรู้สิ่งมหัศจรรย์มากมายหลายอย่าง
หนึ่งในเรื่องราวต่างๆ ที่ผมจะนำมาล่าให้ฟังนั้น คือ เรื่อง เสือสมิง ความเชื่อของคนสมัยโปราณ เชื่อกันว่า เสือสมิง นั้นเกิดขึ้นได้ 2 วิธี ด้วยกัน
1.เกิดจากเสือลายพาดกลอนที่อายุแก่มากๆ ไม่สามารถจับสัตว์ป่าอื่นๆ กินเป็นอาหารได้ จะคอยล่าจับนายพรานที่เข้าไปล่าสัตว์ป่ากินอาหาร เมื่อได้กินเนื้อมนุษย์หลายๆ คน วิญญาณของคนที่ถูกเสือกินนั้นก็จะเข้าไปสิงอยู่ในตัวเสือ เสือนั้นจะมีอิทธิฤทธิ์แปลงร่างเป็นคน เพื่อจะหลอกนายพรานที่เข้าไปล่าสัตว์ในป่าจับกินเป็นอาหาร บางครั้งแปลงร่างเป็นคนเข้าไปปะปนกับคนในหมู่บ้านชายป่า เพื่อจับคนหรือสัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เป็นอาหาร โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เลยว่าเป็นเสือสมิงที่แปลงร่างเข้ามาปะปนในหมู่บ้าน
2. เสือสมิงที่เกิดจากบุคคลที่เล่นคาถาอาคมจนแก่กล้า สามารถที่จะแปลงร่างเป็นเสือสมิงได้ ออกท่องเที่ยวไปในป่า ล่าสัตว์เป็นอาหาร ระยะเวลานานเข้าดวยคาถาอาคมที่แก่กล้ามากขึ้นและจับสัตว์ป่ากินเป็นอาหาร กินเนื้อสด จิตใจของคนๆ นั้น จากจิตใจที่เป็นมนุษย์ก็จะค่อยๆ กลายเป็นสัตว์ป่าไปโดยปริยาย
แต่เสือสมิงที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ผมไม่ทราบว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ท่านใดที่อ่านพบก็ช่วยพิจารณาด้วยว่า เสือที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนั้นมาจากสาเหตุในข้อใด ใน ณ. ขณะนั้นผมจำได้แม่นว่าเป็น ต้นเดือนพฤศจิกายน เพราะอากาศหนาวเย็นมาก เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมาป่าใน จ.เพชรบุรี ยังสมบรูณ์มาก บ้านของอาจารย์อยู่ติดชายป่า มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือนในหมู่บ้านนั้น
ภรรยาของอาจารย์ อายุ 35 ปี เท่านั้น กำลังท้องแก่ ใกล้คลอดเต็มที่ ในเย็นวันนั้น อาจารย์ได้บอกกับผมว่า ให้เข้านอนกันแต่หัวค่ำ เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณ ตี 4 จะเข้าป่า ไปยิงเก้ง ล่ากวาง มาเป็นอาหาร เหลือจากทำเป็นอาหารแล้ว จะเอาเนื้อไปขายในเมือง เพื่อจะได้เงินมาเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายในเวลาที่ภรรยาของอาจารย์ คลอดลูก ด้วยความที่ผมไม่เคยเข้าป่า ผมตื่นเต้นมากที่ได้เข้าป่าไปล่าสัตว์ เช้าวันนั้นมาถึง พวกเราเตรียมตัวกันพร้อมออกเดินทางเข้าป่า อาจารย์หันไปบอกกับภรรยาว่า ระหว่างที่แกเข้าป่าไปล่าสัตว์ในป่า อย่าบอกให้ใครรู้เด็ดขาด อาจารย์ให้เหตุผลกับภรรยาว่า เดี๋ยวมีคนอื่นไปแย่งที่ขัดห้างในทำเลที่สัตว์ต้องลงมากินน้ำ จะทำให้ตัวแกกับผมได้ทำเลขัดห้างที่ไม่ดี ( การขัดห้าง หมายถึง การนำไม้มาวางพาดระหว่างกิ่งไม้ด้วยกันแล้วใช้เถาวัลย์ผูกมัดให้แน่ ) เดี๋ยวจะไม่ได้เนื้อกลับมา ภรรยาแกพยักหน้ารับรู้ และจัดเตรียมข้าวปลาอาหารแห้งให้กับเรา 2 คน นำไปกินกัน ระหว่างทางการไปล่าสัตว์(โปรดติดตามตอนต่อไป) โดย อ ชาญเวทย์ แสนทวี

ประสบการณ์เร้นลับ


ตอนที่ 2 วันนั้นพ่อผู้ใหญ่และพวกกว่าจะกลับไปก็เกือบทุ่มแล้ว เพื่อนเมาเข้ามุ้งได้ก็หลับไปเลย ส่วนผมยังนั่งสวดมนต์และทำกรรมฐานแผ่เมตตาให้ สุ ผู้หญิงผู้น่าสงสารในสายตาของผมในขณะนั้น กว่าจะเสร็จก็ราว 3 ทุ่ม จากนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังมา แจ้งให้เข้ากรุงเทพฯตกลงเรื่องงานภายใน 3 วัน ถ้าเกินกว่านั้นเขาจำเป็นต้องจ้างคนอื่นแทน ผมเลยบอกว่าจะเข้ากรุงเทพภายใน 2 วัน หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว ผมได้ล้มตัวลงนอนแต่สายสร้อยกับพระที่ใส่คล้องคอไว้ ได้พันคอจนนอนไม่สบาย ผมเลยถอดสายสร้อยและพระไว้ข้างหมอนรวมกับมีดหมอที่หลวงพ่อให้มา ผมหลับไปตอนกี่โมงไม่ทราบมารู้สึกตัวอีกครั้ง มีคนมานั่งทับอยู่บนหน้าอก และเอานิ้วมือที่มีเล็บยาวมาจิ้มเข้าที่ปากผม ผมลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นนั้นคือ สุ ผมเห็นหน้าเธออย่างชัดเจน หน้าของเธอขาวซีด ผมยาวลงมาปิดหน้าบางส่วน นัยน์ตาของเธอเหมือนไม่มีลูกตาดำอยู่ภายในตา ช่วงนั้นผมได้สวดคาถา นะโม พุทธายะ พร้อมทั้งเอามือของตัวเองปัดมือของ สุ ให้ออกจากปากของผม ให้ตายเถอะมือของผมปัดไม่โดนอะไรเลย เหมือนปัดอากาศอย่างไงอย่างงั้น ในขณะที่เธอยังนั่งอยู่บนหน้าอกผมและน้ำหนักก็เพิ่มมากขึ้นทุกที ทุกที มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมาก นิ้วมือของเธอยังคงจิ้มอยู่ในปากของผม ผมจึงเอามือควานหามีดหมอที่วางอยู่ข้างหมอน พอคว้ามีดได้ก็แทงไปยังร่างที่นั่งทับอยู่บนหน้าอกผม ผมได้ยินเสียงของเธอร้องอย่างเจ็บปวด พร้อมกับร่างที่นั่งทับบนหน้าอกของผมหายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่ขณะนั้นมีลมพัดกรรโชกอย่างแรง แต่ช่วงวินาทีนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความสงบ ผมลุกขึ้นนั่งด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมดูนาฬิกา เวลาตี 2 ครึ่งพอดี ยังเหลือเวลานานกว่าจะเช้า ผมหันไปดูเพื่อนซึ่งยังไม่ตื่น ผมคงนอนไม่หลับแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งสวดมนต์และนั่งกรรมฐานจนเวลา ตี 4 ผมจึงลุกออกมาเพื่อเตรียมตัวทำงานในวันรุ่งขึ้น
พอตอนเช้าเพื่อนตื่นขื้นมาได้ถามผมว่า เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ผมจึงบอกเขาว่าไม่มีอะไร เพื่อให้เขาสบายใจในเวลาที่ผมไม่อยุ่ เที่ยงของวันนั้นผมได้บอกเขาว่าผมจะกลับกรุงเทพฯ ทำธุระเรื่องงานภายใน 2 วันนี้ เพื่อนบอกว่าถ้าพี่ไปกรุงเทพฯผมคงไม่กล้าอยู่คนเดียว ผมจึงไปปรึกษากับพ่อตา แม่ยาย ของเพื่อนว่าจะทำอย่างไรดี แม่ยายจึงบอกให้พ่อตาไปนอนเป็นเพื่อนแทนผม จึงขอต่อไฟฟ้าจากบ้านผู้ใหญ่มาที่นา มีไฟฟ้าก็คงไม่น่ากลัวเท่าไรนัก แม่ยายเพื่อนถามผมว่าจะไปกรุงเทพฯเมื่อไร ผมบอกว่าคงจะเป็นพรุ่งนี้เช้า เพราะทางกรุงเทพฯเร่งมาให้รีบไปคุยเรื่องงานใหเรียบร้อย
พอตกเย็น พ่อตาแม่ยายเพื่อนกลับไปบ้านกันหมดแล้ว ผมเห็นแสงไฟของรถมอเตอร์ไซด์และรถปิคอัพอีก1 คัน วิ่งตรงมาที่เพิงที่ผมพักอยู่ พอรถจอดผมจึงรู้ว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนนั่นเอง พวกเขาเอาเหล้ามากินกันแล้วยังชวนผมกินอีกด้วย ผมจึงปฏิเสธไป พวกเขาจึงนั่งกินเหล้ากันต่อถึง 2 ทุ่มกว่าๆเหล้าก็หมด หนึ่งในกลุ่มจึงชวนกันไปกินต่อในตัวจังหวัด ทุกคนจึงตกลงจะไปกินเหล้ากันต่อในตัวจังหวัด พวกเขาจึงชวนผมบอกว่าพี่ไปด้วยกันดีกว่าอย่าอยู่คนเดียวเลย ผมบอกไม่เป็นไรอยากพักผ่อนมากกว่า พี่ไปก็ไม่สนุกไปกันเถอะ พวกเขาถามผมว่าพี่อยู่คนเดียวไม่กลัวผีเหรอ ถ้าพี่กลัวไปกับพวกผมดีกว่า พวกผมเคยเจอมาแล้วที่กล้าเข้ามาเพราะมากันหลายคน พวกเขาเห็นว่าผมไม่ไปแน่ ก็เลยพากันไปเที่ยวต่อทั้งหมด พอทุกคนไปกันหมดแล้ว ผมก็มาคิดว่าคืนนี้เราคงเจอดีอีกแน่ๆ ก็เลยหาก้อนหินมา 4 ก้อน แล้วทำการท่องคาถาเสกลงบนก้อนหินแล้วนำหินนั้นวางไว้ตามซอกเสาทั้ง 4 ทิศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผีหรือสิ่งใดๆมารบกวนในขณะที่ผมหลับ ผมจึงเข้านอนพอหลับไปได้สักพักใหญ่ๆ มารู้สึกตัวตอนที่มีพายุและฝนสาดเข้ามาถึงตัว แล้วหอบเอาที่นอน หมอน มุ้ง ตกลงจากเพิงที่พักไปกองอยู่ใต้ถุนทั้งหมด ผมลุกขึ้นยืนกลางเพิงที่พัก มองซ้าย มองขวา ด้วยความมึนงง เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มองไปก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากลมและฝนที่สาดมาปะทะจนตัวเปียกไปหมด ผมจึงมองตรงออกไปด้านนอกเพิงที่ผมพัก ซึ่งมีกอไฝ่ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทั้งซ้ายและขวา ทันใดนั้นเองสายตาของผมเห็นร่าง ร่างหนึ่งยืนอยู่ที่กอไฝ่ เป็นร่างของ สุ นั่นเอง ที่คอยมารบกวนผมอยู่ตลอดเวลา เธอมองมาทางผมอย่างปองร้ายในขณะที่พายุพัดอย่างแรง ทั้งลูกเห็บและฝนตกอย่างหนัก ต้นไฝ่ทั้งกอแทบจะโค่นลงมาด้วยแรงลม แต่ร่างนั้นกลับยืนทื่ออย่างไม่สะทกสะท้าน ผมรวบรวมสมาธิแผ่เมตตาให้ และนึกขึ้นว่า สุ ไปที่ชอบที่ชอบนะ บุญกุศลที่ผมทำมาขอยกให้ สุ อย่าได้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย ผมไม่เจตนาทำร้าย สุ เพียงแต่ไม่อยากให้ สุ มารบกวนผมกับเพื่อน เวลาพักผ่อนเท่านั้น ระหว่างที่ผมคิดอยู่นั้น ไม้ที่อยู่บนขื่อโดนแรงลมพัดตกลงมาใส่ผมดีว่าโดนแค่หัวไหล่ แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับผมอย่างมาก ผมได้ยินเสียงลมพัดแรงขึ้น จากจิตที่เป็นเมตตากับกลายเป็นความโมโหมาแทนที่ ผมหามีดกับพระเครื่องที่หลวงพ่อให้ไว้ แต่ของทั้ง 2 อย่างที่ผมวางไว้ข้างหมอน โดนแรงลมพัดไปอยู่ใต้ถุนพร้อมกับ ที่นอน หมอน มุ้งแล้ว ผมหันซ้ายหันขวา ว่าพอจะมีอะไรใช้ขับไล่วิญญาณดวงนี้ได้บ้าง ทันใดนั้นสายตาผมก็มองเห็นกระเป๋าที่ผมแขวนไว้ข้างเสา ใช่ผมยังของดีอีกชิ้นหนึ่งในกระเป๋า ผมรีบเข้าไปหยิบของชิ้นนั้นออกมา แล้ววางลงกับพื้นพร้อมทั้งนั่งบริกรรมคาถาที่หลวงพ่อได้สอนไว้ ทันใดนั้น สิ่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากกลุ่มควันลางๆ ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ยืนขวางระหว่างผมกับสุ สิ่งที่ปรากฏนั้นคือ ควายตัวใหญ่ รูปร่างกำยำ ยืนจ้อง สุ อย่างดุร้าย และวิ่งกระโจนเข้าใส่ใช้เขาอันแหลมคมไล่ขวิดอย่างดุร้าย พร้อมทั้งได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวล ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมนั้นเป็นการต่อสู้กัน ระหว่าง สุ กับ ควายอาคม เหตุการณ์นี้ ดำเนินไปราว 20 นาที ทุกอย่างก็สงบลง ทั้งลมและฝน อย่างกับว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ผมมองดูนาฬิกาเกือบ ตี 3 เพื่อนยังไม่กลับ ผมเลยเดินลงไปใต้ถุนคลำหาไฟฉาย เมื่อเจอแล้วก็เปิดไฟหาพระกับมีดหมอที่โดนลมกวาดลงมารวมกับข้าวของทั้งหมด เมื่อเจอพระกับมีดหมอแล้ว ผมก็เดินดูรอบบริเวณเพิงพัก มีต้นไฝ่ขนาดใหญ่และเสาที่เอามาล้อมรั้วหักไปเป็นจำนวนมาก ผมไม่แน่ใจว่าไม้ที่หักนั้นเป็นเพราะแรงลม หรือเกิดจากการต่อสู้ของ สุ กับ ควายธนู กันแน่ แต่ที่น่าแปลกบริเวณที่ไม้หักและรอบเพิงพักมีรอยเท้าของควายย่ำอยู่โดยทั่วไป ระหว่างที่ผมยืนดูรอยเท้าควายอยู่นั้น ก็มีแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซด์วิ่งเข้ามาคงเป็นเพื่อนแน่ๆ พอรถจอดตรงหน้าผม เพื่อนถามว่าพี่เป็นอะไรหรือเปล่าผมเป็นห่วงมาก จะกลับก็กลับไม่ได้ฝนตกหนักมาก เพื่อนมองดูบริเวณโดยรอบและเห็นรอยเท้าควาย จึงถามว่าพี่ควายที่ไหนมาย่ำเต็มไปหมด ผมบอกว่าพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน พอฝนหยุดตกลงมาดูก็เป็นอย่างนี้แล้ว
พอตอนเช้าจะกลับกรุงเทพฯ ก็กลับไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าเปียกฝนหมด ต้องตากแดดเสียก่อน และอยู่ช่วยเพื่อนเอาผ้าพสาสติกมาขึงเอาไม้มาตอกทำเป็นฝาบ้านทั้ง 4 ทิศ กันฝนสาดเข้ามาจะได้นอนได้ และเดินไฟจากบ้านพ่อผู้ใหญ่มาที่นา กว่าจะเสร็จก่อนเย็นแล้ว ผมให้เพื่อนมาส่งที่สถานีรถไฟที่ตัวเมืองอุดร และกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้นของวันใหม่
เมื่อผมกลับมากรุงเทพฯ ก็ทำงานจนไม่มีเวลาติดต่อกลับไปหาเพื่อนเลยจนเวลาผ่านไปประมาณเดือนพฤษภา 47 ผมโทรศัพท์หาเพื่อนคนนี้ แต่เสียงปลายสายที่รับเป็นภรรยาของเพื่อนชื่อ พร เป็นคนรับสาย ผมแปลกใจจึงถาม พร ว่าเพื่อนกลับมากรุงเทพฯแล้วหรือ พร บอกเปล่าพี่ตอนนี้พวกหนูเอากระดูกของลูกสาวคนเล็กไปลอยอังคารที่จังหวัดระยอง ผมตกใจถามเรื่องราวเป็นอย่างไง พร บอกว่าหลังจากที่พี่เดินทางกลับกรุงเทพฯแล้ว พ่อตาของเพื่อนก็ลงไปนอนเป็นเพื่อนที่นาทุกคืน ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนกระทั่ง วันที่ 29 เม.ย 47 พ่อของพรไม่สบายก็เลยนอนพักอยู่ที่บ้าน เพื่อนเลยเอาลูก( สามีของพร ) คนเล็กที่แม่ยายช่วยเลี้ยงให้ไปนอนเป็นเพื่อนอยู่ที่นาด้วย ลุกสาวคนเล็กนี้อายุ 2 ขวบเต็มพอดีในวันที่ 30 เม.ย 47 พรเล่าว่าพอสามีหลับไปมาตื่นตอนตี 5 แต่ไม่เห็นลูกสาวนอนอยู่ในมุ้ง เลยออกมาตามหารอบๆ บริเวณก็ไม่พบ พ่อและแม่ของพรรู้เข้าก็ขอแรงชาวบ้านให้ช่วยตามหาแต่หาอย่างไงก็หาไม่เจอ จนเวลาบ่ายมากแล้ว เพื่อนเอะใจเลยชวนชาวบ้านลงไปงมในบ่อน้ำ ก็พบร่างของเด็กนอนอยู่ก้นบ่อน้ำนั้น เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆจบลง ถึงกลับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่สงสารในโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ เมื่อพรเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วก็ขอตัววางสายเพื่อจะลอยอังคารให้เสร็จ ส่วนผมคิดว่าเหตุที่เด็กต้องเสียชีวิต ไม่รู้ว่า สุ เขาชวนไปอยู่เป็นเพื่อนหรือเปล่า ส่วนเพื่อนเมื่อลอยอังคารกระดูกลูกแล้ว ก็ไม่ได้กลับไปที่อุดรอีกเลย เพื่อนให้เหตุผลว่ากลับไปเห็นบ่อน้ำที่ลูกตกไปตายแล้วทำใจไม่ได้ ก็เลยเป็นอันว่าทั้งเพื่อนและผมไม่ได้ไปที่อุดรอีกเลย ส่วนไก่งวง พ่อตากับแม่ยายของเพื่อนก็เลี้ยงกันต่อไป


เรื่องจริง จาก อ. ชาญเวทย์

ประสบการณ์เร้นลับ


เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค 47 ผมเป็นคนกรุงเทพ อยู่มาวันหนึ่งมีเพื่อนรุ่นน้องมาหาผมที่บ้าน ชวนให้ไปเลี้ยงไก่งวงที่จังหวัดอุดร แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้นานแค่ไหน เพราะว่าผมกำลังติดต่อเรื่องงานอยู่ คอยการติดต่อกลับมาเท่านั้น สรุปแล้วผมก็ได้ไปช่วยเพื่อนเลี้ยงไก่งวงที่จ.อุดรเมื่อไปถึงอุดร ผมได้ไปพักที่บ้านแม่ยายของเพื่อนคนนั้น และได้ปรึกษากันว่าจะเลี้ยงไก่งวงที่ไหนกันดี ถ้าเลี้ยงข้างหลังบ้านของแม่ยาย น้ำ-ไฟก็สะดวก แต่พื้นที่ ที่จะเลี้ยงไก่งวงมีน้อย ไม่สะดวกในการเลี้ยงไก่งวงจำนวนมาก ถ้าไปเลี้ยงในที่นา มีพื้นกว้างมีความสะดวกและเหมาะในการเลี้ยงไก่งวง แต่ไม่มีน้ำประปา ไฟฟ้า น้ำที่ใช้มีเพียงน้ำในบ่อที่ขุดไว้ เป็นบ่อขนาดใหญ่มีความลึกพอสมควร ส่วนที่นอนพักมีเพียงเพิงที่ยกพื้นสูงระดับศรีษะ ไม่มีฝากั้นทั้ง 4 ด้าน เลยตกลงกันว่าจะเลี้ยงไก่งวงที่ท้องนา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3-4 กิโลเมตร และยังต้องวิ่งตัดที่นาคนอื่นเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร ซึ่งทำให้ไม่ค่อยสะดวกนักในการเข้า-ออกนัก
เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ยายเพื่อนได้จ้างคนงานมา 5 คน เพื่อให้คนงานช่วยทำเล้าไก่ มีคนงานอยู่ 1 คน ท่าทางออกจะเป็นกะเทย อายุประมาณ 17 ปี ผมคิดว่าจะจ้างเขาให้ช่วยทำความสะอาดที่พัก จะจ้างเดือนละ 3,000 บาท เขาก็ปฏิเสธว่าให้เดือนละ 10,000 บาท ก็ไม่เอาที่มาทำก็เพราะเห็นว่ามากันหลายคนและเป็นเวลากลางวัน ถ้าให้มาค้างคืนที่นี่ไม่เอาเด็ดขาด เขาได้ถามผมว่าพี่คิดอย่างไรที่มาเลี้ยงไก่ที่นี่แถวนี้ พอตก 4-5 โมงเย็นก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาแถวนี้ พี่กลัวผีหรือกลัวคนมากกว่ากัน ผมก็ตอบว่ากลัวคนมากกว่า เพราะผมไม่ใช่คนที่นี่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขาตอบมาว่า ถ้าพี่กลัวคนมากกว่าผีก็ไม่เป็นไร เพราะแถวนี้ตกเย็นไม่มีคนเดินให้เห็น ถ้าเห็นก็ไม่ใช่คนแน่นอนเป็นอันว่าก็ไม่ได้คนงานทำความสะอาดต้องทำกันเอง
เมื่อวันที่ 14 มี.ค 47 ผมได้นำไก่มาลงที่นาที่จัดเตรียมไว้ เพื่อนได้บอกผมว่าคืนนี้ต้องนอนเฝ้าไก่กันที่นี่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพี่อย่าทิ้งผมนะ วันนั้นกว่าเราจะทำงานเสร็จก็ราว 2 ทุ่ม ถึงจะได้พักผ่อนกัน พอเข้ามุ้งเพื่อนได้เอาผ้าห่มคลุมโปงและหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ส่วนผมยังสวดมนต์และนั่งสมาธิ อยู่ราว 3 ทุ่มกว่า จึงได้ล้มตัวลงนอนอยู่ข้างๆเพื่อนแล้วหลับไปได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงขึ้นที่ขื่อ ผมลืมตาขึ้นมาเห็นเพื่อนลุกขึ้นมานั่งคลุมโปงด้วยอาการสั่นเทา และมองไปที่ขื่อหลังคา ผมได้มองตามสายตาของอเหมือนคนไม่มีลูกตา กำลังมองมาทางเพื่อนอยู่ ผมเลยดึงมือเพื่อนผมให้ลงมานอนข้างผม เมื่อเพื่อนนอนลงมาตามที่ผมบอก แล้วผมก็ลุกขึ้นมานั่งหันไปหยิบมีดหมอของหลวงพ่อที่ได้นำติดตัวมา ออกมาทำการอาราชธนา เพื่อขับไล่ปีศาลให้หนีไป ระหว่างที่ผมทำการอาราชธนาอยู่นั้น ผีสาวตนนั้นได้ลงมาจับขาเพื่อนผม แล้วยกตัวเพื่อนผมให้ลอยขึ้นจากพื้น ผมได้เอามีดหมอวางลงบนหน้าอกของเพื่อนแล้วอาราชธนา สักพักเพื่อนก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วถามผมว่า พี่ทำอะไร ตอนที่พี่ดึงผมให้ล้มลงนอนผมกระดิกตัวไม่ได้เลย ผมเห็นทุกอย่าง ผมเห็นพี่ลุกขึ้นมาทำอะไรก็ไม่รู้ ผีมันจับขาผมและยกตัวผมให้ลอยขึ้นจากพื้น ผมพยายามร้องให้พี่ช่วยแต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ผมเห้นพี่เอามีดหมอมาวางที่หน้าอกผม พอพี่วางมีดลงผีผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ผมก็กระดิกตัวได้และรีบลุกขึ้นมานั่ง พอหายจากอาการตกใจ ผมจึงได้ปลอบใจเพื่อนไปว่าไม่มีอะไรแล้วทำใจให้สบาย
พอเริ่มเช้า พ่อตา แม่ยายของเพื่อน พร้อมอาผู้ใหญ่ และคนในหมู่บ้านอีกหลายคน หนึ่งในนั้นมีอาพุด ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กของแม่ยายเพื่อนตามมาด้วย คำถามแรกที่หลุดออกจากปากแม่ยายเพื่อน คือเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทุกคนล้อมวงกันเข้ามาฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากปากของเพื่อนอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อฟังจบแล้ว พ่อผู้ใหญ่ก็หันมาพูดกับผมว่า ทีแรกพวกพ่อไม่อยากจะเล่าให้ฟังเกรงว่าจะกลัวและหนีกลับกรุงเทพฯเสียก่อน แต่เธอเป็นคนมีวิชาติดตัว พ่อก็เล่าให้ฟัง ผู้หญิงที่เธอเห็นเมื่อคืน ชื่อ “ สุ ” เป็นลูกสาวของอาพุด เธอได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอเป็นคนหน้าตาดี เลยมีหนุ่มๆมาจีบเยอะ ซึ่งตัวเธอก็ชอบแต่ก็ยังไม่คบใครเป็นแฟนจริงจัง เพราะฐานะของเธอยากจน เธอยังต้องส่งเงินมาช่วยทางบ้านทุกเดือน ด้วยเหตุนี้เธอจึงยังไม่มีแฟน และเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ “ สุ ” ประสบอุบัติเหตุโดนรถชนตายที่กรุงเทพฯ เมื่อเอาศพกลับมาที่อุดร อาพุดก็ไม่ยอมให้ใครเอาศพของ สุ ไปทำพิธีที่วัด กลับเอาศพของสุไปฝังไว้ที่นาของอาพุดเอง ซึ่งอยู่ติดกับที่นาของแม่ยายเพื่อน พ่อผู้ใหญ่พูดแล้วชี้มือไปยังกอไฝ่กอใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างจากเพิงที่เราพักไม่เท่าไรนัก หลังจากนำศพของ สุ ไปฝังไว้ที่นาก็เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นหลายครั้ง บางครั้งมีคนเดินผ่านที่นาตอนเย็นๆก็จะแห็นผู้หญิง บางครั้งก็นั่ง บางครั้งก็ยืนกวักมือเรียกอยู่ในกอไฝ่ บางคืนที่มีฝนตกจะมีคนออกมาหาปลาที่บ่อน้ำ ที่มีบ่อเดียวในท้องนา จะเห็นผู้หญิงดำผุดดำว่ายเล่นน้ำอยู่ในบ่อน้ำนั้นคนเดียวในขณะที่ฝนตก พอเดินเข้าไปใกล้แล้วยกตะเกียงขึ้นส่องดู ผู้หญิงคนนั้นก็หันหน้ามาหาเท่านั้นเองชายหนุ่มที่ออกหาปลา ทิ้งแห ทิ้งตะเกียง ไว้ตรงนั้น วื่งกระเจิ่งกระเจิงเข้าหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต จากคำบอกเล่าของชายหนุ่มคนนั้น ผู้หญิงคนที่เขาเห็น คือ สุ นั่นเอง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้คนในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าเข้ามาในบริเวณนี้ ไเป็นผู้หญิงจึงชอบชายหนุ่มเป็นเรื่องธรรมดา พวกผมเป็นเข้ามาอยู่ใหม่เป็นคนแปลกหน้า จึงมาทักทายด้วย หวังว่าคงไม่กลัวจนกลับกรุงเทพฯนะ แต่เพื่อนได้บอกว่า “ ผมกลัวครับกลัวมากด้วย” พ่อผูใหญ่จึงปลอบใจว่า ถ้ากลัวพ่อจะเลี้ยงเหล้าพวกเธอ 2 คนก็แล้วกัน จึงให้คนไปซื้อเหล้ามากินกัน แต่ผมได้ปฏิเสธไป ให้เหตุผลว่า ผมถือศีลห้า
เขียน โดย อาจารย์ ชาญเวทย์ แสนทวี

ดวงดีดอทคอม เวปใหม่